PREMVLOG

Facebook ปรับ Algorithm ครั้งใหม่ กับ Reach ที่หายไปจนใจหาย เราจะทำยังไงกันดี

Advertisements

ช่วงต้นปีที่มาผ่าน มีข่าวร้ายสำหรับผู้ที่ใช้งานเฟซบุ๊กโดยเฉพาะบริษัทที่มี Fanpage (แฟนเพจ) เป็นของตัวเอง เราคงได้ยินกันมาบ่อยมากแล้วเกี่ยวกับการปรับ Algorithm (อัลกอริทึม) แสดงผลในหน้า News Feed (นิวส์ฟีด) ทำให้แฟนเพจหลาย ๆ แห่งประสบปัญหาการเข้าถึงของผู้ใช้งานมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ต้องพูดถึงแฟนเพจชาวบ้านทั่ว ๆ ไปเพราะ Reach แตะศูนย์แน่นอน จึงทำให้ผู้ใช้หลาย ๆ คนทั้งที่เป็นผู้ทำแฟนเพจ และผู้ใช้งานที่ติดตามแฟนเพจที่ตนเองสนใจบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่า “จะเอายังไง ?”

เราได้มีโอกาสได้ไปร่วมฟังงาน Tencent Thailand Open House #9 Presents เมื่อ Facebook ปรับ Algorithm.. เราจะปรับตัวกันอย่างไร? ที่จัดขึ้นที่บริษัท เทนเซ็นต์ (ประเทศไทย) อาคารเมืองไทย-ภัทร คอมเพล็กซ์ (อาคาร A) ชั้น 16 เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2561 ที่ผ่านมา โดยมวิทยากรจากทาง Wavemaker และ Soimilk มาร่วมในงานและได้แลกเปลี่ยนความเห็นท่น่าสนใจดังนี้

มองแบบพลับลิชเชอร์ (หรือผู้ทำคอนเทนต์บนเฟซบุ๊ก)

เรื่องของอัลกอริทึมในเฟซบุ๊กจะไม่ค่อยได้ผลกระทบมากนัก หากสนใจหรือมองผู้ที่เข้ามาดูแฟนเพจแบบออแกนนิค หรือแบบไม่ไดฺ้ Boost Post (บูสต์โพสต์) อะไรมากมายนัก และหากจะทำให้แฟนเพจได้คนเข้ามาชมมากขึ้น สิ่งแรกที่ควรจะทำคือการค้นหาและทำให้แก่นของคอนเทนต์หรือสิ่งที่เราจะทำให้แข็งแรงเสียก่อน ให้ดูว่าตัวเองชอบอะไร อินกับอะไรเป็นพิเศษ เราจะสามารถถ่ายทอดมันได้เป็นอย่างดีและสนุกไปกับมัน เช่นอย่างซอยมิลก์ คอนเทนต์หลักจะเป็นเรื่องของการกิน การท่องเที่ยว คอนเสิร์ตต่าง ๆ และจับลักษณะของการใช้ชีวิตแบบคนกรุง เป็นต้น

อีกเรื่องหนึ่งคือการเขียนคอนเทนตืนั้น ถ้าเป็นคนที่เพิ่งเริ่มต้นทำอย่าเพิ่งใจร้อนในการโพสต์ ให้ทำ Stock (สต็อก) เอาไว้ก่อน อย่างน้อย 10 คอนเทนต์ไว้เผื่เลือกเผื่อใช้ เพราะไม่ใช่ว่าทุกคอนเทนต์จะต้องเสนอ และอย่าแข่งกับตัวเองมากจนเกินไป ให้มองรอบตัวหรือคู่แข่งที่เรามองว่ามีลักษณะคล้าย ๆ กัน หรือทิศทางของคนรอบข้างว่าเขาทำอะไรกันอยู่ ความเร็วในการโพสต์เรื่องที่ดี แต่ไม่ใช่ทั้งหมด แม้จะเร็วแต่ถ้าคอนเทนต์ไม่แน่นพอ มันก็ไม่มีประโยชน์ใด ๆ เช่นกัน

ลักษณะการโพส ทำให้คนรู้สึกว่าเป็น Routine (รูทีน) ทำให้คนจำได้ว่า ช่วงเวลานี้เราโพสต์อะไร ช่วงนี้เราทำอะไร เมื่อคนจำได้และเรารู้จักลักษณะของผู้ติดตามได้แล้ว เราจะสามารถปรับให้เหมาะสมได้ต่อไป แต่เดิมเฟซบุ๊กเคยมีการแสดงผล Reach ของแต่ละโพสต์เพื่อให้เกิดการคาดเดาได้ว่าจะมีคนเข้ามาดูหรือเข้าอ่านได้เท่าใด ในปัจจุบันหายไปทำให้การโพสต์เป็นการโพสต์แบบเรียบ คาดการณ์ได้ยาก สำหรับการทำวิดีโอ คอนเทนต์ควรมีความเข้าถึงหรือเล่นเกี่ยวกับ “คน” ให้มากที่สุด เพราะจะทำให้คนอินได้มากที่สุด

มองแบบเอเจนซี

เนื่องจากว่าการคาดการณ์คนดูเป็นเรื่องที่คาดการได้ยากจึงต้องมีการลงทุนไปกับการบูสต์โพสต์ เพื่อสรา้งการรับรู้และการเข้าถึงให้ได้ตามเป้าประสงค์ โดยปกติแล้วเอเจนซีทำงานบนพื้นฐานจากจุดเริ่มต้นว่า “โจทย์คืออะไร” ความหมายคือ มื่อลูกค้าเข้ามาพูดคุยแล้วนั้นต้องสอบถามและทำความเข้าใจให้ชัดเจนว่า เขาต้องการอะไร เป้าหมายหลักคืออะไร เอเจนซีมีหน้าที่ไปศึกษางานและมองหาช่องทางที่ดีที่สุดในข้อจำกัดที่มีอยู่

สิ่งที่ทำให้การทำงานดูยากขึ้นคือการมีสิ่งที่เรียกว่า KPI เข้ามาเป็นตัวกำหนดซึ่งเป็นสิ่งที่ลูกค้าต้องการมาก จึงเป็นหน้าที่ที่เอเจนซีต้องทำงานอย่างหนักดังข้างต้น ทั้งนี้อาจหลกเลี่ยงได้บ้างคือการใช้ KOL หรือการเลือกผู้ทรงอิทธิพลบนโลกโซเชียล (Influencer) มาช่วยให้เกิดการรับรู้มากขึ้น

การที่เฟซบุ๊กเกิดการเปลี่ยนแปลงบ่อย ๆ รวมถึงการปรับลดอัลกอรึทึมส่งผลกระทบแน่นอนอยู่แล้ว แต่เรามีหน้าที่ที่จะต้องปรับตัวและศึกษาลักษณะของผู้ใช้งานว่ามีความต้องการเป็นอย่างไร ทิศทางหรือ Trend (เทรนด์) ของยุคสมัยนั้นคืออะไร

หลังจากฟังแล้วได้คำตอบอีกคำตอบหนึ่งที่เห้นค่อนข้างตรงกันคือคนเริ่มติดตามเรื่องที่ตนเองสนใจแบบ Specifics (เฉพาะเจาะจง) มากขึ้น แม้ว่าโลกออนไลน์จะเล็กลงไป แต่จำนวนข้อมูลมีมากขึ้นและ Platform (แพลตฟอร์ม) ที่ใช้งานอยู่ หากไม่มีการปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัยหรือทำให้ตอบสนองต่อผู้ใช้ก็จะล้มหายตายจากไปเอง แต่ในยุคนี้อาจยากสักหน่อยเพราะมีข้อมูลค่อนข้างมาก มันอาจทำให้วิเคราะห์และปรับปรุงให้ดีขึ้นได้

มุมมองของเปรม: ในมุมมองของเราเรามองว่าการที่เฟซบุ๊กปบเปลี่ยนอัลกอรึทึมใหม่ เป็นการสร้างผลกระทบอย่างมากสำหรับคนทำคอนเทนต์และการลงทุนที่แต่ละเพจไปเพราะเราต้องคาดหวังอยู่แล้วล่ะว่ามันจะคุ้มค่าและได้ผลตอบรับที่ควรจะเป็น หากปรับเปลี่ยนแล้วกลายเป็นว่าคนเห็นน้อยลง Reach (รีช) ต่ำจนคนมองไม่เห็น คงไม่มีค่าอะไรที่จะทำแฟนเพจต่อไป โดยเฉพาะคนที่เป็นมือใหม่ก็คงเกิดความคิดในใจว่า “แล้วจะทำไปทำไม ในเมื่อทำไปคนก็ไม่เห็นอยู่ดี”

ท้ายที่สุดแล้ว คำว่า “คอนเทนต์หรือแก่นต้องแข็งแกร่งก่อน” หรือที่เราได้ยินบ่อย ๆ คือ “Content is the KING” ยังคงใช้ได้ผลเสมอ ดูจากที่ซอยมิลก์ที่สามารถทำให้แฟนเพจและเว็บไซต์เติบโตไปได้อย่างแข็งแรงโดยไม่ต้องเพิ่งการบูสต์โพสต์ เพราะเกิดจากที่คอนเทนตืที่ชัดเจนทำให้คนเข้าใจและเข้าถึงได้อย่างดี สำหรับคนที่จะเริ่มทำหรือมีไฟที่อยากทำคอนเทนต์อะไรสักอย่างขึ้นมา เราคงต้องกลับมาดูตัวเองสักหน่อยว่า “เราจะทำอะไร” “เนื้อหาหรือคอนเทนต์ที่เราอยากบอกคนอ่าน/คนดูคืออะไร” เราคงต้องตอบให้ชัดเจนก่อน เพื่อให้เราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสนุกไปกับมัน

ลองดูนะ 🙂

 

Advertisements

Advertisements