เราเชื่อว่าหลาย ๆ คนน่ารอวันนี้ พร้อมจะหาเรื่องราวดี ๆ เตรียมไว้สำหรับบอกใครสักคนหนึ่งเพื่อความสนุกสนานหรือเพื่อความบันเทิงใด ๆ ทั้งดีหรือร้ายตามแต่ใจอยากจะกำหนดให้มันเป็น และแน่นอนคนที่รับฟังอาจรู้สึกตกใจและประหลาดใจกับสิ่งที่ได้ยิน จนกระทั่งได้ฟังการเฉลยเรื่องราวว่ามัน “โกหก” ซึ่งอาจได้ผลลัพธที่ขำก๊าก หรืออาจโกรธเกลียดไปเลยก็มี เรากำลังพูดถึงเทศกาลที่เรียกว่า “April’s Fools Day” หรือ “เมษาหน้าโง่” นั่นแหละ
แล้วต้นกำเนิดของมัน…มันมาจากไหน ?
อ้างิงข้อมูลจากเว็บไซต์วิกิพีเดีย เราพบว่ามีมานานแล้ว นิยมกันมาตั้งแต่สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 19 โดยถือกำเนิดในบริเวณของยุโรป ออสเตเลีย บราซิล และสหรัฐอเมริกา แต่แรกเริ่มเลยเกิดในงานเทศกาลฮิลาเรียของโรมัน ซึ่งเกิดขึ้นในวันที่ 25 มีนาคม และถูกย้ายวันไปวันที่ 28 ธันวาคม
ใน ตำนานแคนเตอร์บรี ของชอเซอร์ “ตำนานของแม่ชีของพระ” (Nun’s Priest’s Tale) ซึ่งเรื่องมีขึ้น “Syn March bigan thritty dayes and two” นักวิชาการสมัยใหม่เชื่อว่ามีความผิดพลาดในการทำสำเนาในเอกสารเขียนต้นฉบับเท่าที่มีอยู่ และชอเซอร์แท้จริงแล้วเขียนว่า “Syn March was gon” ดังนั้น วลีนี้เดิมจึงหมายถึง 32 วันหลังเดือนเมษายน คือ 2 พฤษภาคม วันครบรอบการหมั้นระหว่างพระเจ้าริชาร์ดที่ 2 แห่งอังกฤษกับแอนน์แห่งโบฮีเมีย สมเด็จพระราชินีแห่งอังกฤษ ซึ่งเกิดขึ้นใน ค.ศ. 1564 ผู้อ่านกลับเข้าใจผิดว่าวลีนี้หมายถึง “32 มีนาคม” หรือ 1 เมษายน ในตำนานของชอเซอร์ ไก่ตัวผู้ที่หลงตัวเองถูกสุนัขจิ้งจอกตบตา
ในสมัยกลาง วันขึ้นปีใหม่เฉลิมฉลองกันในวันที่ 25 มีนาคมในเมืองยุโรปส่วนมาก ในบางพื้นที่ของฝรั่งเศสเป็นวันหยุดนานหนึ่งสัปดาห์ที่สิ้นสุดลงในวันที่ 1 เมษายน นักเขียนจำนวนมากเสนอว่า วันเมษาหน้าโง่ถือกำเนิดขึ้นเพราะผู้ที่เฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่ในวันที่ 2 มกราคม ล้อคนที่เฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่วันอื่น การใช้วันที่ 2 มกราคมเป็นวันขึ้นปีใหม่นั้นพบทั่วไปในฝรั่งเศสเมื่อถึงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 16 และวันนี้ได้รับมาอย่างเป็นทางการใน ค.ศ. 1564 โดยกฤษฎีการูสิยอง (Edict of Roussillon)
Credit: Wikipedia
แล้วทำไมมันนิยมกันจังล่ะ ??
ต้องบอกแบบนี้ว่า เนื่องจากเป็นวันที่เราสามารถโกหกอะไรยังไงก็ได้ โดยไม่ผิด ไม่ต้องรู้สึกผิดอะไรเท่าไหร่ จึงทำให้เป็นช่วงโอกาสที่จะทำให้เราสามารถพูดอะไรที่มันเกินจริงได้ พูดเรื่องที่ไม่สามารถเป็นไปได้ หรือพูดอำคนอื่นแบบตลก ๆ ได้ เพราะหัวใจหลักที่สังเกตคือ “โกหกยังไงเชื่อ แล้วเฉลยออกให้ตลก” และบางครั้งการโกหกในวันดังกล่าว อาจกลายเป็นจริงในอนาคตก็ได้ ยกตัวอย่างเช่น Pokemon Go ซึ่งจุดเริ่มต้นเกิดจากวันเมษาหน้าโง่นี่เองเป็นต้น
จะเครียดไปทำไมล่ะ เขาโกหกเอาสนุกสนาน วันนี้เขาก็ทำกันทั้งนั้นแหละน่า …
เชื่อเถอะว่าคนเราไม่สามารถแยกแยะได้หรอกว่าสิ่งที่พูดออกมานั้นเป็น “เรื่องจริง” หรือ “เรื่องโกหก” หรือ “พูดตามเทรนด์” หรือยังไง จึงทำให้ใครหลาย ๆ คนพากันไม่ชอบวันนี้ไปเลยเพราะมันไม่เกิดสาระประโยชน์อะไรในการสนทนานั้นแหละ แม้ว่าการโกหกมันก็เป็นเรื่องดีเหมือนกัน แต่ในความเป็นจริงแล้วมีหลาย ๆ คนก็ไม่สบายใจที่มีวันโกหกแบบนี้ เพราะมันเป็นเรื่องเปราะบางกับใครหลาย ๆ คน ลองคิดดูนะ ถ้าเราเล่าเรื่องอะไรสักอย่างหนึ่งจนคนที่ฟังเชื่อแบบสุดใจ แล้วมาถูกเบรกด้วยความจริงที่ว่าสิ่งที่ได้ฟังนั้นเป็นเรื่องโกหก ความน่าเชื่อถือของผู้พูดจะถูกมองว่า “ขาดความน่าเชื่อถือ” หรืออาจมีคำพูดเชิงที่ว่า “สนุกมากไหม” แล้วก็จะลามไปสู่การทะเลาะเบาะแว้งไปในที่สุด จากเรื่องตลกจะกลายเป็นดราม่าไปทันที
John Oliver บอกว่าวัน April Fools’ Day เป็นเรื่องตลกที่ไร้สาระ เป็นวันซึ่งคนงี่เง่าชอบใช้เป็นข้ออ้างในการแกล้งคนอื่น เป็นวันซึ่งเปิดโอกาสให้คนทำลายความไว้เนื้อเชื่อใจของกันและกัน พิธีกรทอล์คโชว์ผู้นี้บอกว่าในที่สุดแล้ว ไม่มีใครชอบใจกับการกลั่นแกล้ง ไม่ว่าจะเป็นคนที่ถูกแกล้งหรือคนที่แกล้งคนอื่น
John Oliver ยังได้ขอให้ผู้ชมทุกคนยกมือขวาขึ้นมาแล้วกล่าวปฏิญาณตามตนเองว่า ปีนี้จะไม่แกล้งใคร จะไม่หลอกลวงใคร จะไม่โพสต์ในเฟสบุ้คหลอกใครว่ากำลังจะแต่งงาน และจะไม่ช่วยกระจายข่าวลือว่าดาราคนไหนเพิ่งเสียชีวิตไป
Credit: VOA Thai Service| https://www.voathai.com/a/april-fools-day-ss/2702224.html
แล้วเราจะรับมือกับวันนี้ยังไง ?
สำหรับเรา ไม่ต้องรับมือหรอกปล่อยให้เป็นไปตามกลไกของมันไป หากมันไม่ดีไม่สนุกจริง คนเราจะลดการเล่นกิจกรรมเหล่านี้ลงไปเอง สำหรับคนที่อยากจะเล่นวันเมษาหน้าโง่ สิ่งหนึ่งที่ควรจะรับทราบคือ “การพูดเรื่องโกหกอย่างไร ให้ไม่กระทบจิตใจผู้รับฟัง” เพราะในความเป็นจริงแล้วนั้นเราทุกคนล้วนต้องการฟังความจริงมากกว่าฟังเรื่องโกหกอยู่แล้ว และคงไม่มีใครอยากให้เรื่องที่ตัวเองฟังเป็นแค่เรื่องโกหกที่ไว้ให้คนเล่าเรื่องด่าเราว่า “เมษาหน้าโง่” กันอยู่แล้วล่ะนะ ที่สำคัญมันสามารถฟ้องร้องได้ด้วยนะ … ข้อกฏหมายต้องระวังดี ๆ ด้วยแม้ว่าจะเป็นวันที่ “ใคร ๆ ก็เล่นกัน” แต่อย่าลืมนะว่ามันเป็นแค่ “กิจกรรมส่งทอดกันมา” ไม่ใช่ “วัฒนธรรม หรือ วันสำคัญที่จำเป็นจะต้องปฎิบัติตาม”
ลองดูนะ 🙂
Credits
ข้อมูลจาก Wikipedia, Google, VOAThai