เมื่อพูดถึงร้านอาหารจำพว สุกี้, จิ้มจุ่ม, ชาบู หรืออะไรก็ตามแต่ที่ถูกนิยามว่า “ต้มอาหารให้สุก” ภาพแรกที่เราจะนึกถึงคือร้านบุฟเฟ่ต์ จำกัดเวลา 1 ชั่วโมงครึ่ง น้ำซุปที่ปรับเองไม่ได้ แต่มีอยู่ร้านหนึ่งในย่านสยายมแควร์ที่ฉีกกฏของ “เวลา” และเลือก “ปรุงน้ำซุป” ตามใจชอบเหมือน “การทดลอง” อะไรสักอย่าง ใช่แล้ว เรากำลังพูดถึงร้านบุฟเฟ่ต์ชาบู ที่ชื่อ “Shabu Lab”
ตั้งคำถาม – “ทำไมคนยอมนั่งรอคิวเพื่อกินร้านนี้ ?”
ระหว่างเดินทางไปยังร้าน มีความคิดแรกขึ้นมาว่า “ถ้าเกิดว่าไม่จำกัดเวลา ร้านจะไม่ล้มละลายหรอกเหรอ” ซึ่งคำถามนี้ได้รับการตอบหลังจากที่เข้าไปยังที่ร้าน เราพบจำนวนคนมากมายที่นั่งกินอยู่และนั่งรอคิวแบบไม่ไปไหนเลย ซึ่งต้องนั่งรออย่างน้อย 7 คิวถึงจะได้ใช้บริการ สำหรับคนที่ไม่อยากรอในร้าน ทางร้นาแนะนำให้กดบริการจองคิวผ่านแอปพลิเคชั่นที่ชื่อว่า “QueQ” เป็นบริการจองคิวสำหรับร้านค้าผ่านสมาร์ตโฟนโดยเฉพาะ แต่ทางเราเลือกเป็นรอคิวในร้านเนื่องจากไม่ได้ออกไปไหน จึงสะดวกรอที่ร้านมากกว่า
ในระหว่างที่นั่งรอคอยคิวเรียก เราสังเกตได้ว่ามีคนยอมนั่งรอคิวก่อนหน้าอยู่แล้ว และไม่ได้รู้สึกว่าจะเดือดร้อนอะไรหากได้คิวที่ล่าช้าจนเราอดสงสัยใจไม่ได้ว่า “ทำไมคนยอมนั่งรอคิวเพื่อกินร้านนี้ ?” และคนที่นั่งใช้บริการเองก็ไม่มีทีท่าว่าจะลุกจากโต๊ะไปคิดเงินโดยง่ายเช่นเดียวกัน ระยะเวลาในการรอคิวที่ได้อยู่ที่ประมาณ 30 – 45 นาที โชคดีเล็กน้อยที่โต๊ะลุกไปค่อนข้างมากเลยได้ที่นั่งไวขึ้น
สมมติฐาน – “เพราะมันไม่จำกัดเวลา และเนื้ออร่อย”
ด้วยความที่ร้านไม่ได้บอกว่า “กินให้หมดในหนึ่งชั่วโมง” หรือ “ราคาเท่านี้กินได้ในเวลานี้เท่านั้น” หรือ “เรามีขายแยกเป็นแบบ A la carte (ขายแยกชุดเดียว) นะ คุณลูกค้า“ ลูกค้าจึงไม่ได้ลุกออกไป และมีทีท่าจะสั่งเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ตั้งธงในใจว่า “เรามันไม่จำกัดเวลาล่ะสินะ” เมื่อถึงคิวที่เราจะได้ทดลอง พนักงานถามก่อนเลยว่า “น้ำซุปอะไรดี” ซึ่งนี่คือตัวตั้งต้นของการกินชาบู อันประกอบไปด้วย ซุปสุกี้ยากี้ ซุปหมาล่า ซุปแจ่ง และซุปชีส
แนะนำว่าให้เลือกเป็นค่าเริ่มต้นคือ “ซุปสุกี้ยากี้“ เพราะเวลาจะปรุงเสริมเติมอะไร จะแก้รสได้ง่าย และเป็นรสชาติที่คุ้นเคยกับลิ้น และน้ำซุปที่แนะนำว่าควรลองคือ “ซุปแจ่ว” อร่อยมาก ๆ
ทำการทดลอง – “เมื่อได้สัมผัส มันมากกว่าคำว่า “บุฟเฟ่ต์ไม่จำกัดเวลา”
หลังจากเลือกได้แล้วว่าน้ำซุปที่อยากเริ่มต้นคือะไร ต่อไปคือการสั่งเมนู “เนื้อ” สำหรับการต้ม ร้านนี้มีเนื้อ 2 แบบ คือ เนื้อวัวซึ่งเป็นเนื้อจากออสเตรเลีย เนื้อหมู ซึ่งจะมีให้เลือกย่อยไปอีกว่าจะรับแบบติดมันมากและติดมันน้อย จำนวนเท่าที่ต้องการและทานหมดแล้วส่งให้พนักงาน จากนั้น เราเดินไปสำรวจเครื่องเคียงกันต่อ
นอกจากนี้ยังมีส่วนของน้ำจิ้มและน้ำปรุงซุปให้เราได้หยิบผสมแล้วไปใส่ในหม้อของเราได้ตามใจชอบ โดยมีการจัดแบบเป็นหมวดหมู่ให้ผู้ใช้บริการสามารถเลือกหยิบได้อย่างสะดวกสบาย รวมถึงบริการน้ำซุปหากไม่เพียงพอต่อการต้ม
นอกจากนี้น้ำที่ร้านมีโคล่าให้บริการในตู้แช่ หยิบเป็นขวดสามารถหยิบได้ไม่อั้นเช่นเดียวกัน และแก้วน้ำเป็นบีกเกอร์ ซึ่งตอบโจทย์ร้านเป็นอย่างดีทีเดียว รวมไปถึงมีบริการข้าวเปล่าและของกินแกล้มอย่างซูปต้มเนื้อเปื่อยกินรอระหว่างซุปเดือด หรือจะนำไปใส่ก็ได้เล่นกัน
บันทึกผลการทดลอง – “น้ำซุปคือหัวใจ”
หลังจากได้สั่งเนื้อไปจำนวนหนึ่ง และเดินไปหยิบจับของสำหรับต้มมาพอแก่ใจจะกินหมดแล้ว เริ่มกระบวนการทดลองได้ ด้วยการเทเครื่องเคียงไปแล้วตามด้วยเนื้อลงหม้อเป็นลำดับต่อไป
น่าสนใจตรงที่เนื้อที่ได้รับการจุ่มลงไป มีรสสัมผัสของน้ำซุปเข้าไปได้อย่างดี แม้จะมีความบางแต่สามารถกินได้ง่ายและอร่อยมาก รสชาติดี เมื่อจิ้มกับน้ำจิ้มแล้วทำให้รสชาติอร่อยมากยิ่งขึ้น สำหรับน้ำซุปมีความอร่อยมาก แม้จะเป็นสุกี้ยากี้ธรรมดาก็ตามที จากนี้จะเป็นการทดลองนำชุดปรุงน้ำซุปหมาล่าลงไปผสมกับกับซุปเดิมที่ต้มอยู่
ความหอมจากเครื่องเทศในหมาล่า ผสมลงไปในน้ำซุป ทำให้รสชาติออกไปทางเกาเหลาเนื้อตุ๋นแบบจีนที่อร่อยดีทีเดียว ช่วยเจริญอาหารดี (สำหรับเรา) และที่น่าสนใจกว่านั้นคือไม่เลี่ยนจนเกินไปนัก จริง ๆ มีผสมชุดเครื่องปรุงแจ่งลงไปด้วย แต่ด้วยความที่หมาล่าชูโรงมาก ทำให้ความเป็นแจ่วไม่เกิดผลมากนักเท่าไหร่ จึงค้นพบบางอย่างเข้าให้ว่า “หัวใจหลักของการกินชาบูที่อร่อยคือการผสมน้ำซุปอย่างไรให้รสชาติออกมาแปลกใหม่ หรือ ตรงกับใจเรามากที่สุด“ ซึ่งเมื่อเนื้อได้รับการเคลือบน้ำซุปไปแล้วรสชาติที่ได้จะเปลี่ยนแปลงไปตามนั้นอยุ๋ระดับหนึ่งเลยทีเดียว ทำให้เรารู้สึกอยากกินต่อไปอีกสักหน่อยเพื่อค้นหาว่า ถ้ากินกับน้ำซุปแบบนี้เนื้อลักษณะนี้ และน้ำจิ้มแบบนี้ ได้รสชาติเป็นอย่างไร นี่คือความสนุกในการทดลองรสชาติว่า รสแบบนี้แหละที่เราตามหา รสแบบนี้แหละเนื้อจะอร่อย เป็นต้น
น้ำจิ้มแบบซีฟู๊ด และแบบชีส ถ้ากินผสมกัน ไม่แนะนำเพราะชีสจะไม่มีรสชาติใด ๆ แต่ถ้าจะกินกับเนื้อเพียว ๆ อร่อยมาก เราแนะนำ นอกจากนี้ช่วยลดความเลี่ยนในเนื้อได้ด้วยนะ แต่อย่าจิ้มบ่อย เดี๋ยวลิ้นจะชารับได้แค่รสเปรี้ยวอย่างเดียว สลับกินน้ำจิ้มอื่นบ้าง
สรุปผลการทดลอง – “คนยอมนั่งรอคิวเพื่อกินร้านนี้เพราะมันมากกว่าบุพเฟ่ต์ไม่จำกัดเวลา มันคือการสวมบทบาทนักวิทยาศาสตร์อาหารทดลองชิมรสชาติแปลกใหม่ที่ไม่เคยลองมาก่อน”
สนนราคาที่ 379 บาท แบบไม่จำกัดชั่วโมงการกิน สิ่งหนึ่งที่เป็นข้อพิสูจน์ได้ว่าคนยอมนั่งรอคิวเพื่อกินร้านนี้เพราะมันมากกว่าบุพเฟ่ต์ไม่จำกัดเวลา มันคือการสวมบทบาทนักวิทยาศาสตร์อาหารทดลองชิมรสชาติแปลกใหม่ที่ไม่เคยลองมาก่อน เราจะได้รู้ว่ารสชาติแบบนี้ก็มีด้วย รสชาติแบบนั้นก็น่าสนใจ ของแบบนี้ผสมกับอันนี้กลายเป็นว่าได้ผลลัพธ์ที่น่าอร่อย คนที่ช่ืนชอบการทดลองทางอาหารไม่ควรพลาดเลยจริง ๆ
ข้อควรระวังสักนิดสำหรับผู้ที่ไม่ชอบการรอคิว ไม่แนะนให้มาร้านนี้เพราะอย่างที่กล่าวข้างต้น มีจำนวนคิวค่อนข้างมากอยู่พอสมควร แต่หากอยากเข้ามาแต่ไม่ต้องเข้าร้านระหว่างรอ สามารถใช้แอปพลิเคชั่นจองคิวได้เช่นกัน ร้านนี้เหมาะสำหรับคนที่อยากมาทดลองอะไรใหม่ หรือมาเป็นหมู่คณะก็คงสนุกไม่น้อยเลยทีเดียว
สำหรับใครที่สนใจร้าน Shabu Lab ร้านตั้งอยู่ที่สยามสแควร์ ซอย 10 ร้านเปิดทุกวันตั้งแต่ 12:00 น. ถึง 21:00 น. และสามารถเข้าไปสอบถามและรายละเอียดเพิ่มเติมทางแฟนเพจของร้าน Shabu Lab ได้เลย
ลองดูนะ 🙂